เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น



ข่าว: SMF - Just Installed!

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.





เชียร์บอล

Messages - BigBoss555

หน้า: [1] 2 3 ... 837
1

ประเด็นเดือดในคอลัมน์ Mailbox ของ Football365 เมื่อแฟนบอลรายหนึ่งออกมาวิจารณ์ มิเกล อาร์เตต้า อย่างหนัก โดยมองว่า บูกาโย่ ซาก้า ปีกตัวเก่งของอาร์เซน่อล อาจก้าวไปถึงระดับคว้าบัลลงดอร์แล้ว หากได้อยู่ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ เอ็นริเก้ แทนที่จะเป็นกุนซือชาวสเปนคนปัจจุบันของ “ปืนใหญ่”

ความเห็นดังกล่าวโจมตีสไตล์การเล่นของอาร์เซน่อลว่า “สุดโต่ง” และเต็มไปด้วยฟุตบอลที่น่าเบื่อ พร้อมระบุว่า ผู้จัดการทีมระดับท็อปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, หลุยส์ เอ็นริเก้ และ คาร์โล อันเชล็อตติ ต่างขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลเกมรุกที่กล้าเสี่ยงและเดินหน้าเล่นอย่างก้าวหน้า รวมถึงยก เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นอีกตัวอย่างของกุนซือที่ประสบความสำเร็จด้วยแนวทางบุกสนุก

แฟนบอลรายนี้เขียนอย่างเผ็ดร้อนว่า “ถ้าซาก้าอยู่กับหลุยส์ เอ็นริเก้ เขาคงได้บัลลงดอร์ไปแล้ว เพราะเอ็นริเก้เปลี่ยนเดมเบเล่ ซึ่งเคยเป็นส่วนเกินของบาร์เซโลน่า ให้กลายเป็นผู้เล่นทรงพลัง และซาก้ามีพรสวรรค์ไม่แพ้เดมเบเล่ หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ”

เขายังกล่าวต่อว่า อาร์เตต้า “ไม่สามารถพัฒนาผู้เล่นเกมรุกคนไหนได้” และตำหนิแฟนอาร์เซน่อลบางส่วนที่พยายามอธิบายว่าฟุตบอลที่เน้นความรัดกุมและแข็งแกร่งคือ “ทางเดียวที่จะชนะ” ทั้งที่ในมุมของเขา กุนซือระดับแชมป์หลายคนพิสูจน์แล้วว่าสามารถประสบความสำเร็จด้วยฟุตบอลเกมรุกได้

อย่างไรก็ตาม ในคอลัมน์เดียวกันก็มีเสียงจากแฟนอาร์เซน่อลอีกฝั่งที่มองว่าแฟนทีมอื่นและกูรูจำนวนมาก “หมกมุ่น” กับอาร์เซน่อลมากเกินไป โดยระบุว่าแฟนปืนใหญ่จำนวนไม่น้อยไม่ได้มั่นใจเกินเหตุ แต่กลับเต็มไปด้วยความกังวลจากบาดแผลในอดีต พร้อมชี้ว่าการคอยจับผิดการฉลองของอาร์เซน่อลกำลังกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญเสียเอง

อีกหนึ่งความเห็นยังสะท้อนประเด็นใหญ่ของฟุตบอลยุคนี้ว่า แฟนบอลแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน ระหว่างคนที่เชื่อว่า “ผลการแข่งขันสำคัญที่สุด” กับคนที่ตั้งคำถามว่า “ใครอยากชนะด้วยวิธีแบบนั้น” โดยย้ำว่าสำหรับบางคน ความพ่ายแพ้ที่งดงามยังดีกว่าความสำเร็จที่น่าเกลียด ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องอาร์เซน่อลของอาร์เตต้ายังคงเป็นบทถกเถียงที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่าย ๆ.

2

Manchester Evening News รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังรักษาความหวังในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้ หลังเปิดบ้านชนะ เบรนท์ฟอร์ด 3-0 จากประตูของ เฌเรมี โดกู, เออร์ลิง ฮาลันด์ และ โอมาร์ มาร์มูช ทำให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไล่จี้ อาร์เซนอล เหลือ 2 คะแนน ก่อนที่ “ปืนใหญ่” จะลงเล่นกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

แม้ซิตี้จะเก็บชัยชนะสำคัญได้ แต่เส้นทางที่เหลือยังไม่ง่าย เพราะพวกเขายังมีอีก 9 คะแนนให้ลุ้นในลีก โดยคิวต่อไปคือการเปิดเอติฮัด สเตเดียม พบ คริสตัล พาเลซ ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม จากนั้นต้องเล่นเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศกับ เชลซี ที่เวมบลีย์ วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม ก่อนบุกเยือน บอร์นมัธ วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม และปิดฤดูกาลกับ แอสตัน วิลลา วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม

ฝั่งอาร์เซนอลยังถือไพ่เหนือกว่าในเส้นทางลุ้นแชมป์ โดยมีโปรแกรมเยือน เวสต์แฮม วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม ต่อด้วยเปิดบ้านพบ เบิร์นลีย์ วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม และปิดฤดูกาลด้วยการไปเยือน คริสตัล พาเลซ วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ก่อนมีคิวชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ปุสกัส อารีนา วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม

ประเด็นสำคัญอยู่ที่เกมสุดท้ายของอาร์เซนอลกับพาเลซ เพราะทีมของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ มีคิวชิงยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก กับ ราโย บาเยกาโน เพียง 3 วันหลังจากนั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเขาอาจพักผู้เล่นตัวหลักหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ระหว่างอาร์เซนอลกับซิตี้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องดังกล่าวก่อนเกมกับ เอฟเวอร์ตัน กลาสเนอร์ ตอบชัดเจนว่า “พูดตามตรง ถ้ามีใครวิจารณ์ผม ขอโทษนะ ถ้าผมพูดแบบนี้ได้ มันเป็นเรื่องไร้สาระ”

เขากล่าวต่อว่า “มันเป็นแค่เกมสุดท้าย แต่ก่อนหน้านั้นมีการแข่งขันมาแล้ว 37 นัด นั่นหมายความว่าถ้าทีมอื่นในนัดที่ 25 หมุนเวียนผู้เล่นตอนเจอซิตี้หรืออาร์เซนอล พวกเขาก็ส่งผลต่อการลุ้นแชมป์เหมือนกัน”

“ผมไม่ได้รับผิดชอบต่ออาร์เซนอล ผมไม่ได้รับผิดชอบต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมรับผิดชอบต่อคริสตัล พาเลซ และผมได้รับค่าจ้างเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดให้คริสตัล พาเลซ ไม่ใช่เพื่อซิตี้ และไม่ใช่เพื่ออาร์เซนอล”

กลาสเนอร์ยังย้ำว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องทีมชุดที่จะใช้ในเกมดังกล่าว โดยระบุว่า “อีกครั้งนะ ผมยังไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร บางทีเราอาจใช้ไลน์อัพเดียวกับที่จะเล่นกับบาเยกาโนก็ได้ แต่ถึงแม้มันอาจรู้สึกเหมือนแชมป์ลีกถูกตัดสินในวันสุดท้าย ท้ายที่สุดแล้วมันคือผลลัพธ์ของการแข่งขัน 38 นัด และทุกทีมก็ได้ในสิ่งที่สมควรได้รับ”

สถานการณ์จึงยังเปิดกว้างสำหรับทั้งซิตี้และอาร์เซนอล แต่ข้อความจากกลาสเนอร์ชัดเจนว่า พาเลซจะตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อกำหนดชะตาแชมป์ให้ใคร.

3

Sky Sports Football วิเคราะห์บรรยากาศที่แอนฟิลด์หลังเกมลิเวอร์พูลเสมอเชลซี 1-1 ว่าเป็นวันที่แปลกสำหรับสนามที่ขึ้นชื่อเรื่องแรงหนุนอันเหนียวแน่นของแฟนบอลเจ้าถิ่น เพราะตลอดเกมมีสัญญาณความไม่พอใจชัดเจน โดยเฉพาะตั้งแต่กลางครึ่งแรก เมื่อเชลซีเริ่มครองบอลได้มากขึ้น ขณะที่การเพรสซิ่งของลิเวอร์พูลแทบไม่ปรากฏ

ไรอัน กราเฟนแบร์ก มองหลังเกมว่าเสียงไม่พอใจจากแฟนบอลอาจไม่เป็นประโยชน์กับทีม แต่ในอีกมุมหนึ่ง กองเชียร์ก็อาจโต้ได้ว่าพวกเขามองเห็นแล้วว่าความเชื่องช้าของทีมกำลังจะถูกลงโทษ และสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริงจากประตูตีเสมอของเชลซี

อารมณ์ในสนามยิ่งตึงขึ้นในครึ่งหลัง โดยเฉพาะจังหวะที่ดาวรุ่งขวัญใจแฟนบอลอย่าง ริโอ งูโมฮา ถูกถอดออกเพื่อส่ง อเล็กซานเดอร์ อิซัค ลงสนาม แม้อาร์เน่ สล็อต อาจไม่ได้มองว่านี่เป็นการเปลี่ยนตัวที่น่าถกเถียง แต่ปฏิกิริยาจากอัฒจันทร์สะท้อนชัดว่าความรู้สึกของแฟนบอลเริ่มเปลี่ยนไป

หลังจบเกมยังมีเสียงโห่ตามมาอีกครั้ง ลิเวอร์พูลและฝ่ายบริหารคงหวังให้ฤดูกาลนี้จบลงด้วยการการันตีพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนเดินหน้าสร้างทีมต่อในซีซั่นหน้า แต่คำถามคือสิ่งนั้นจะเป็นไปได้แค่ไหน หากบรรยากาศไม่พอใจยังลากยาวเข้าสู่ฤดูกาลใหม่

ประเด็นสำคัญคือ ลิเวอร์พูลไม่ได้ดูดีขึ้น และสิ่งที่สล็อตทำอยู่ยังไม่แสดงให้เห็นว่าเขามีคำตอบต่อปัญหาเดิม ๆ ของทีม เชลซีโจมตีพื้นที่ว่างฝั่งแบ็กขวาได้ตลอดเกม แฟนบอลเห็นปัญหานั้น แต่ทีมก็ยังปล่อยให้มันเกิดซ้ำ

การประคองตัวไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ดูเหมือนเป็นแผนหลักในตอนนี้ แต่เมื่อกุนซือชาวดัตช์ส่งสัญญาณถึงอีกหนึ่งฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนผ่าน ความหงุดหงิดของแฟนบอลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งสล็อตอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไร สิ่งที่แฟนลิเวอร์พูลเห็นก็ยิ่งทำให้พวกเขาพอใจน้อยลงเท่านั้น.

4

ซันเดอร์แลนด์พลาดโอกาสคว้าชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบน่าเสียดาย หลังเซนเน่ ลัมเมนส์ ผู้รักษาประตูทีมเยือน โชว์ฟอร์มสำคัญช่วยเซฟหลายครั้ง พร้อมมีเสาประตูช่วยอีกจังหวะ ทำให้เกมที่สเตเดียม ออฟ ไลท์ จบลงโดยเจ้าถิ่นไม่สามารถเก็บชัยชนะที่ต้องการได้ ตามรายงานของ BBC Sport

ทีมของเรจิส เลอ บริส มีโอกาสทองตั้งแต่ช่วงต้นเกม เมื่อโนอาห์ ซาดิกี หลุดเดี่ยวเข้าไปลุ้นประตู แต่ลัมเมนส์ออกมาปิดมุมและเซฟไว้ได้ จากนั้นนายด่านชาวเบลเยียมยังพุ่งออกมาขวางไบรอัน บร็อบบีย์ ก่อนจะเซฟลูกยิงของกองหน้าดัตช์รายนี้อีกครั้งในครึ่งหลัง

ช่วงท้ายเกม ซันเดอร์แลนด์เกือบได้ประตูชัยเมื่อบร็อบบีย์จ่ายให้ลุตชาเรล เกียร์ทรุยดา ยิงจากบริเวณหน้าเขตโทษ แต่บอลไปชนโคนเสาอย่างจัง ทำให้เจ้าถิ่นต้องผิดหวังอีกครั้ง

ซันเดอร์แลนด์ยังมีจังหวะน่ากังขาในครึ่งแรก เมื่ออาหมัด ดิยัลโล อดีตแข้งยืมตัวของพวกเขา ถูกมองว่าบอลอาจไปโดนมือในเขตโทษของทีมเยือน แต่ผู้ตัดสินสจวร์ต แอตต์เวลล์ให้เล่นต่อ และ VAR โดยปีเตอร์ แบงค์ส ยืนยันการตัดสินเดิม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนี้เปลี่ยนผู้เล่นถึง 5 ตำแหน่งจากชุดที่เอาชนะลิเวอร์พูลเมื่อสัปดาห์ก่อน และดูขาดจังหวะคุมเกมอย่างชัดเจนเมื่อไม่มีคาเซมิโรอยู่ในแดนกลาง ทีมเยือนแทบไม่สามารถตั้งเกมกดดันเจ้าบ้านได้ และต้องรอจนช่วงทดเวลาบาดเจ็บกว่าจะมีจังหวะให้โรบิน โรฟส์ ต้องออกแรงเซฟจากลูกยิงของมาเธอุส คุนญา

การขาดคาเซมิโรกลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะรายงานระบุว่าเงื่อนไขจำนวนการลงสนามที่จะทำให้สัญญาของเขาขยายออกไปอีกหนึ่งปีจะไม่ถูกใช้งาน แม้จะมีการตกลงร่วมกันให้ถอดเงื่อนไขดังกล่าวออกไปแล้วก็ตาม และกองกลางบราซิลจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาล

ยูไนเต็ดถูกมองว่าต้องให้ความสำคัญกับการเสริมแดนกลางในช่วงซัมเมอร์ โดยเกมนี้สะท้อนชัดว่าทีมยังขาดนักเตะที่อ่านเกม จับจังหวะอันตราย และควบคุมการไหลของเกมได้แบบคาเซมิโร ขณะที่ความสร้างสรรค์ในเกมรุกก็ดูจำกัดเมื่อบรูโน่ แฟร์นันด์ส ไม่อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด

สำหรับซันเดอร์แลนด์ ชัยชนะในเกมนี้จะเป็นเพียงครั้งที่ 4 จาก 34 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีกที่พวกเขาพบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่แม้ไม่ได้สามแต้ม อย่างน้อยเจ้าถิ่นก็หลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้นัดที่ 25 ในช่วงดังกล่าวได้สำเร็จ ท่ามกลางความรู้สึกว่าเกมนี้พวกเขาคู่ควรมากกว่าผลการแข่งขันที่ได้รับ.

5

The Mirror รายงานว่า บาเยิร์น มิวนิค เปิดการเจรจากับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการคว้าตัว แอนโธนี่ กอร์ดอน ด้วยค่าตัวที่อาจแตะ 75 ล้านปอนด์ ในช่วงตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้

นิวคาสเซิลพร้อมรับฟังข้อเสนอสำหรับปีกทีมชาติอังกฤษวัย 25 ปี ขณะที่ตัวนักเตะเองต้องการพิจารณาทางเลือกของตัวเอง และอยากให้อนาคตชัดเจนก่อนฟุตบอลโลก ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน

อาร์เซน่อลให้ความสนใจ กอร์ดอน มาอย่างยาวนาน แต่เป็น บาเยิร์น ที่ขยับก่อน โดย Sky Sports ระบุว่า นิวคาสเซิลกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับทีมยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี ซึ่งเพิ่งคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเมื่อเดือนที่แล้ว และยังมีลุ้นดับเบิลแชมป์ภายในประเทศ นอกจากนี้ บาเยิร์นยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ซึ่งอาจช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้น

รายงานยังระบุว่า ซานโดร โตนาลี และ ติโน่ ลิฟราเมนโต้ สองเพื่อนร่วมทีมของ กอร์ดอน ก็อาจย้ายออกจาก นิวคาสเซิล ในซัมเมอร์นี้เช่นกัน โดย โตนาลี เคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นิวคาสเซิลตั้งค่าตัว กอร์ดอน ไว้ที่ 75 ล้านปอนด์ ขณะที่ บาเยิร์นมองตัวเลขไว้ราว 55 ล้านปอนด์ โดยทีมสาลิกาดงเคยปฏิเสธความสนใจจาก ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2024 ก่อนมอบสัญญาระยะยาวให้ปีกรายนี้จนถึงปี 2030

ด้าน เอ็ดดี้ ฮาว เคยย้ำชัดว่าเขาต้องการใช้งานเฉพาะนักเตะที่ทุ่มเทให้สโมสรเต็มที่เท่านั้น หลังเกมที่ นิวคาสเซิล แพ้ บอร์นมัธ 1-2 ในบ้านเมื่อเดือนเมษายน

“ผมคุยกับนักเตะตลอดเวลา” ฮาวกล่าว “ผมไม่ได้จำเป็นต้องพูดถึงข่าวลือเรื่องการย้ายทีม เว้นแต่ว่าผมรู้สึกว่ามันมาถึงจุดที่ต้องคุย หลังจากที่ผมคุยกับ ซานโดร สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมมองหาคือความมุ่งมั่นในการซ้อม เพราะถ้าผมเห็นสิ่งนั้น นักเตะก็จะทำผลงานได้”

“มันจะเหมือนกันกับ แอนโธนี่ และนักเตะทุกคน สิ่งหนึ่งที่ผมจะไม่ทำคือส่งนักเตะคนไหนลงเล่น หากผมไม่รู้สึกว่าเขาทุ่มเทให้สโมสรและอนาคตของสโมสร 100 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ได้พูดถึง แอนโธนี่ โดยเฉพาะ แต่ผมพูดถึงทุกคน”

แม้ กอร์ดอน จะมีฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกที่ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ในแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นนี้ มีเพียง แฮร์รี่ เคน และ คีเลียน เอ็มบัปเป้ เท่านั้นที่ยิงได้มากกว่าเขา หลังเจ้าตัวทำไป 10 ประตู แม้ นิวคาสเซิล จะตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ บาร์เซโลน่า สกอร์รวม 3-8

กอร์ดอนถูกคาดหมายว่าจะมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษไปฟุตบอลโลก หลังสร้างสถานะเป็นหนึ่งในแข้งคนโปรดของ โธมัส ทูเคิล และอาจมีลุ้นออกสตาร์ทในเกมเปิดสนามที่ทัพสิงโตคำรามจะพบ โครเอเชีย วันที่ 17 มิถุนายนนี้ด้วย

6

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เตรียมแถลงข่าวช่วงบ่ายวันนี้ ก่อนพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านพบเบรนท์ฟอร์ดในศึกพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งกลายเป็นเกมที่ทีมแชมป์เก่าจำเป็นต้องชนะเพื่อรักษาความหวังลุ้นแชมป์ต่อไป ตามรายงานของ Manchester Evening News

สถานการณ์ของซิตี้ตึงเครียดขึ้นหลังทำได้เพียงบุกเสมอเอฟเวอร์ตัน 3-3 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ได้สองประตูช่วงท้ายช่วยกู้แต้มกลับมา แต่ผลดังกล่าวทำให้ทีมของกวาร์ดิโอล่าตามหลังอาร์เซน่อล 5 คะแนน โดยยังมีเกมในมือกับคริสตัล พาเลซในวันพุธหน้า

เกมกับเบรนท์ฟอร์ดจึงเป็นโอกาสสำคัญในการลดช่องว่างเหลือ 2 คะแนน ก่อนที่อาร์เซน่อลจะออกไปเยือนเวสต์แฮมในวันอาทิตย์ หากซิตี้ชนะและอาร์เซน่อลพลาดแพ้ในสุดสัปดาห์นี้ เส้นทางลุ้นแชมป์จะกลับมาอยู่ในมือของทีมเรือใบสีฟ้าอีกครั้ง

ประเด็นสำคัญในการแถลงข่าวจะอยู่ที่สภาพทีม โดยรูเบน ดิอาสถูกพบว่ากลับมาลงซ้อมในสัปดาห์นี้ ทำให้มีลุ้นคืนทีมในเกมดังกล่าว ขณะที่โรดรี้ก็อาจกลับมาช่วยทีมได้เช่นกัน ส่วนยอสโก้ กวาร์ดิโอลยังเป็นผู้เล่นที่ต้องพักระยะยาว และเกมนี้น่าจะมาเร็วเกินไปสำหรับเขา

นอกจากเรื่องในสนาม เกมนี้ยังมีความพิเศษเมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะเปลี่ยนชื่อสนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เป็น “The City in the Community Etihad Stadium” สำหรับเกมกับเบรนท์ฟอร์ด เพื่อยกย่องงานของมูลนิธิ City in the Community โดยจะมีการแสดงแบรนด์ขององค์กรการกุศลรอบสนาม นักเตะจะสวมแจ็กเก็ตที่มีสัญลักษณ์ของมูลนิธิ และรูเบน ดิอาสยังร่วมให้เสียงประกาศการเดินทางสำหรับรถบัสและรถรางในเส้นทางวันแข่งขันด้วย

หลังสะดุดที่กูดิสัน พาร์ค ซิตี้ไม่มีพื้นที่ให้พลาดอีกแล้ว เกมกับเบรนท์ฟอร์ดจึงไม่ใช่แค่การเก็บสามแต้ม แต่คือการส่งแรงกดดันกลับไปหาอาร์เซน่อลในโค้งสุดท้ายของฤดูกาล.

7

อัดนาน ยานูไซ เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งพรสวรรค์สูงสุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เส้นทางอาชีพของเขากลับไม่เป็นไปอย่างที่หลายคนคาดไว้ โดย Manchester Evening News ระบุว่า ปีกชาวเบลเยียมวัย 31 ปี ต้องยอมลดค่าเหนื่อยเมื่อปีที่แล้วเพื่ออยู่กับเซบีย่าต่อไป

สุดสัปดาห์นี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และซันเดอร์แลนด์ สองอดีตต้นสังกัดของยานูไซ มีคิวดวลกันในพรีเมียร์ลีกที่สเตเดียม ออฟ ไลท์ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามฝัน เขาอาจยังค้าแข้งอยู่ในพรีเมียร์ลีก และสวมเสื้อ “ปีศาจแดง” อยู่ในวันนี้

ยานูไซย้ายไปเซบีย่าเมื่อปี 2022 หลังหมดสัญญากับเรอัล โซเซียดาด แต่ชีวิตในแคว้นอันดาลูเซียไม่ราบรื่นนัก ทั้งอาการบาดเจ็บและฟอร์มการเล่นที่ทำให้โอกาสลงสนามมีจำกัด เขาเคยถูกปล่อยยืมไปอิสตันบูล บาซัคเซฮีร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 และใช้ฤดูกาลก่อนกับลาส ปัลมาสแบบยืมตัว

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ยานูไซลงสนามรวมทุกรายการไปแล้ว 13 นัด ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดของเขากับเซบีย่าจนถึงตอนนี้ หลังเคยถูกขอให้ย้ายออกในปี 2024 เพื่อช่วยสโมสรปรับสมดุลบัญชี ก่อนที่เจ้าตัวจะยอมลดค่าเหนื่อยในปี 2025 เพื่ออยู่ต่อและพยายามสร้างผลงานในสนาม

ก่อนเกมที่เซบีย่าแพ้บาร์เซโลน่า 5-2 เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งเขาเป็นตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม ยานูไซกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เรื่องลดค่าเหนื่อยเหรอ? ผมอยากเล่นที่นี่ อยากทุ่มเทให้ดีที่สุดเพื่อเซบีย่า เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผมไม่มีโอกาสนั้น”

เขายังเสริมว่า “ผมรู้สึกถึงความรักจากทุกสโมสรเสมอ และผมพยายามตอบแทนมันด้วยคุณภาพของผม รวมถึงการช่วยทีมให้ได้”

ยานูไซแจ้งเกิดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังย้ายมาจากอันเดอร์เลชท์ตั้งแต่อายุ 16 ปี ในเดือนมีนาคม 2011 ก่อนถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ดันขึ้นทีมชุดใหญ่ช่วงต้นปี 2013 ฤดูกาล 2013/14 ภายใต้การคุมทีมของเดวิด มอยส์ คือปีที่เขาโดดเด่น ลงเล่น 35 นัด ยิง 4 ประตู และเคยถูกยกไปเปรียบเทียบกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้

แต่หลังจากนั้นเขาค่อย ๆ หลุดจากลำดับตัวเลือกในยุคหลุยส์ ฟาน กัล ก่อนถูกปล่อยยืมไปโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และซันเดอร์แลนด์ โดยช่วงอยู่กับ “แมวดำ” เขาลงเล่นลีก 25 นัด แต่ทำประตูไม่ได้

ปี 2017 ยานูไซย้ายไปเรอัล โซเซียดาด และนั่นกลายเป็นช่วงที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา เขาลงสนาม 168 นัด ยิง 23 ประตู พร้อมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ ก่อนย้ายมาเซบีย่า

เมื่อพูดถึงเสียงวิจารณ์ที่ต้องเจอตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยานูไซกล่าวไว้เมื่อต้นปีว่า “ถ้าผมฟังความคิดเห็นของทุกคน ผมคงตายไปแล้ว ผมคงเลิกเล่นฟุตบอลและอยู่บ้าน ฟุตบอลเปลี่ยนได้มาก วันนี้คุณเป็นคนที่ดีที่สุด พรุ่งนี้คุณอาจกลายเป็นคนที่แย่ที่สุด”

“ถ้าคุณไม่แข็งแกร่งทางจิตใจ คุณไปไม่ถึงไหน ผมสงบมาตลอด ทำงานหนักที่สุดเท่าที่ทำได้ ผมมีเทคนิคโดยธรรมชาติ บางครั้งในสนามผมเลยดูเหมือนเล่นสบาย ๆ เพราะมันเป็นสไตล์ของผมตั้งแต่เด็ก แต่ผมมุ่งมั่นอยากเล่นฟุตบอลมาตลอด”

“มันไม่เคยเป็นปัญหากับโค้ชจริง ๆ มันเป็นปัญหาแบบอื่น ที่สโมสรต่าง ๆ ที่ผมเคยไป ผมทำได้ดี”

8

Manchester Evening News รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจมีหน้าตา 11 ตัวจริงที่เปลี่ยนไปอย่างมากในฤดูกาลหน้า หลังทีมของ ไมเคิล คาร์ริก การันตีโควตาไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก จากชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล 3-2 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ คาร์ริก เข้ามาคุมทีมชั่วคราว ยูไนเต็ดทำผลงานดีขึ้นต่อเนื่อง ชนะ 10 จาก 14 นัด และขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก หลังฤดูกาลก่อนจบเพียงอันดับ 15 ภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม

จุดที่คาดว่าสโมสรจะให้ความสำคัญมากที่สุดในตลาดซัมเมอร์คือแดนกลาง หลัง คาเซมิโร ยืนยันว่าจะอำลาโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2025/26 ขณะที่ มานูเอล อูการ์เต ก็มีข่าวเชื่อมโยงกับ เอซี มิลาน ทำให้ ยูไนเต็ด อาจต้องยกเครื่องพื้นที่นี้แบบจริงจัง

หนึ่งในเป้าหมายใหญ่คือ ออเรเลียง ชูอาเมนี่ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริด ซึ่งถูกประเมินมูลค่าเกิน 70 ล้านปอนด์ และจะได้รับอนุญาตให้ย้ายได้ก็ต่อเมื่อทีมดังสเปนคว้ากองกลางเป้าหมายของตัวเองสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ เอแดร์ซอน จาก อตาลันต้า ที่มีค่าตัวราว 43 ล้านปอนด์ หากคว้าทั้งสองคนอาจต้องใช้งบรวมประมาณ 113 ล้านปอนด์

อีกชื่อที่ถูกพูดถึงคือ ซานโดร โตนาลี ของ นิวคาสเซิล โดยรายงานระบุว่ามิดฟิลด์อิตาเลียนต้องการอยู่ค้าแข้งในอังกฤษต่อ หากต้องย้ายออกจากเซนต์ เจมส์ พาร์ค แม้มีความสนใจจาก เรอัล มาดริด โดย นิวคาสเซิล ประเมินค่าตัวไว้ราว 100 ล้านปอนด์ แต่เชื่อว่าสามารถเจรจาให้ต่ำกว่านั้นได้

ในแนวรับ ยูไนเต็ด ยังให้ความสนใจ ไมลส์ ลูอิส-สเคลลี ของ อาร์เซนอล เพื่อเป็นตัวแทนระยะยาวของ ลุค ชอว์ โดยแข้งวัย 19 ปีอาจมีค่าตัวราว 50 ล้านปอนด์ หลังโอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่ลดลงจากฟอร์มของ ปิเอโร่ ฮินคาปี

ส่วนเกมรุก มาร์คัส แรชฟอร์ด ดูมีแนวโน้มย้ายออกจากทีมแบบถาวร หลังทำผลงานน่าประทับใจระหว่างยืมตัวกับ บาร์เซโลนา ด้วยผลงานมีส่วนร่วมกับประตู 27 ครั้งจาก 46 นัด โดย บาร์เซโลนา ต้องการเจรจายืมตัวอีกครั้งหรือขอลดค่าตัว ขณะที่ อาร์เซนอล และ บาเยิร์น มิวนิค กำลังติดตามสถานการณ์อยู่

หาก ยูไนเต็ด ปล่อยค่าเหนื่อย 315,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ของ แรชฟอร์ด ออกจากบัญชีได้สำเร็จ พวกเขาอาจเดินหน้าเข้าหา ราฟาเอล เลเอา ปีกของ เอซี มิลาน ซึ่งถูกมองเป็นตัวแทน โดยมีความเป็นไปได้เรื่องดีล อูการ์เต บวกเงินสด ขณะที่ มิลาน ตั้งค่าตัวไว้ราว 52 ล้านปอนด์ และมีรายงานจากอิตาลีว่า เลเอา ไม่ใช่นักเตะที่ “แตะต้องไม่ได้” ในซัมเมอร์นี้

สำหรับ 11 ตัวจริงในฝันของ ยูไนเต็ด ฤดูกาลหน้า ถูกวางไว้เป็น ลัมเมนส์; มาซราวี, โยโร, มาร์ติเนซ, ลูอิส-สเคลลี; โตนาลี, เมนู, บรูโน่ แฟร์นันด์ส; เลเอา, เชชโก้, ดอร์กู ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง นี่อาจเป็นหนึ่งในทีมชุดใหม่ที่แฟนบอลปีศาจแดงจับตามองมากที่สุดในตลาดรอบนี้.

9

พอล เมอร์สัน มองว่าศึกยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง แอสตัน วิลล่า กับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในวันพฤหัสบดีนี้ ให้ความรู้สึกเหมือน “นัดชิงชนะเลิศ” เพราะผู้ชนะมีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ พร้อมตั๋วไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า ตามรายงานจาก Sky Sports Football

ฟอเรสต์กุมความได้เปรียบจากเกมแรก หลังได้ประตูชัยจากจุดโทษของ คริส วู้ด ในครึ่งหลัง ช่วยให้ทีมของ วิตอร์ เปเรยร่า ชนะ 1-0 และขยับเข้าใกล้การเข้าชิงฟุตบอลยุโรปครั้งแรกในรอบ 46 ปี โดยรอบชิงชนะเลิศที่อิสตันบูล วันที่ 20 พฤษภาคม จะพบกับ บราก้า หรือ ไฟร์บวร์ก ซึ่งบราก้านำอยู่ 2-1 จากเกมแรก

เมอร์สันกล่าวว่า “เกมนี้สำหรับผมให้ความรู้สึกเหมือนนัดชิง มันเหมือนผู้ชนะกินรวบ เพราะมีบราก้าหรือไฟร์บวร์กรออยู่ในรอบชิง นั่นหมายความว่าผู้ชนะในวันพฤหัสบดีนี้อาจกำลังจองที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ตัวเอง”

อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เขาเชื่อว่า แอสตัน วิลล่า จะผ่าน ฟอเรสต์ ได้ตลอดสองนัด โดยเฉพาะหลังเห็นเกมลีกที่ซิตี้ กราวด์ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ซึ่งเขามองว่าวิลล่าทำได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปหลังฟอเรสต์ชนะเกมแรก และโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในการบุกชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

เมอร์สันระบุว่า “ตอนนี้ผมคงช็อกถ้า แอสตัน วิลล่า ผ่านเข้ารอบ หลังจากได้เห็นทั้งสองทีมในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ผมรู้ว่าเชลซีเล่นแย่ แต่คุณก็ยังต้องบุกไปสแตมฟอร์ด บริดจ์ แล้วชนะให้ได้ พวกเขากำลังอยู่ในช่วงฟอร์มแรงจริง ๆ และต้องให้เครดิต วิตอร์ เปเรยร่า”

เขายังชื่นชมวิธีเล่นของฟอเรสต์ โดยเฉพาะการใช้กองหน้าสองคน ซึ่งทำให้แนวรับคู่แข่งรับมือยาก “ผมชอบมากที่พวกเขาเล่นด้วยกองหน้าสองคน และทีมต่าง ๆ ไม่รู้จะรับมืออย่างไร กองหลังยุคนี้เล่นมาทั้งชีวิตกับกองหน้าคนเดียว แต่พอเจอสองคน พวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งคู่ต้องประกบคน และต้องถูกดึงให้ทำงานตลอด มันกำลังเล่นงานหลายทีม และผมชอบมาก”

ขณะเดียวกัน เมอร์สันยังพูดถึงการตัดสินใจของ อูไน เอเมรี่ ที่พักผู้เล่นหลายคนในเกมกับ สเปอร์ส โดยยอมรับว่าเขาแปลกใจ เพราะวิลล่าอาจปิดจ๊อบคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ผ่านลีกได้ แต่ก็เข้าใจเหตุผลของกุนซือชาวสแปนิช

“ฟุตบอลคือการคว้าแชมป์ เขาเป็นผู้จัดการทีมที่ต้องการคว้าถ้วย นั่นคือเหตุผลที่เขาทำแบบนั้นกับสเปอร์ส และผมตำหนิเขาไม่ได้” เมอร์สันกล่าว พร้อมเสริมว่า “สุดท้ายแล้ว คุณอยากจบอันดับห้าเพื่อไปแชมเปี้ยนส์ ลีก แล้วอาจตกรอบเร็วในฤดูกาลหน้า หรืออยากจบอันดับหก คว้าแชมป์ยูโรปา ลีก และได้ไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยเส้นทางนั้น ผมเลือกคว้าถ้วย และเอเมรี่ก็เช่นกัน”

วิลล่ายังมีโอกาสลุ้นตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ผ่านพรีเมียร์ลีก แม้แพ้มา 3 นัดติดต่อกัน โดยยังเหลือเกมยากกับ ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ รวมถึงเกมกับ เบิร์นลีย์ ที่เมอร์สันมองว่าควรเป็นนัดที่พวกเขาเก็บชัยได้ แต่สำหรับเขา เกมกับฟอเรสต์คือแมตช์สำคัญที่สุด เพราะมันอาจกำหนดทั้งถ้วยยุโรปและอนาคตในแชมเปี้ยนส์ ลีก ของทั้งสองทีมในคราวเดียว.

10

The Guardian Sport รายงานว่า คู่ชิงชนะเลิศถ้วยยุโรปที่บูดาเปสต์ถูกกำหนดเรียบร้อยแล้ว เมื่อปารีส แซงต์-แชร์กแมง จะดวลกับอาร์เซนอล ในเกมที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ความแค้น และเส้นทางพิสูจน์ตัวเองของทั้งสองทีมเป็นเดิมพัน

เปแอสเชผ่านบาเยิร์น มิวนิค มาได้ด้วยผลงานที่ต่างจากภาพจำทีมบุกแหลก หลุยส์ เอ็นริเก้ วางทีมอย่างมีวินัยในเกมรับ นักเตะแนวรุกช่วยเพรสซิ่งและปิดพื้นที่จนบาเยิร์นหาโอกาสเล่นถนัดได้ยาก แม้เกมที่มิวนิคจะมีการยิงรวมถึง 33 ครั้ง เทียบกับ 22 ครั้งในปารีส แต่เปแอสเชไม่ปล่อยให้สถานการณ์หลุดจากการควบคุม ก่อนแฮร์รี่ เคนจะยิงประตูช่วงท้าย

ควิชา ควารัตสเคเลียยังคงมีภาพของปีกคลาสสิก และเป็นคนตั้งให้ อุสมาน เดมเบเล่ ทำประตู แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นนักเตะยุคใหม่ที่เพรสสูงอย่างหนัก เปแอสเชชุดนี้ยังยึดสูตรใกล้เคียงกับฤดูกาลก่อน ทีมอายุมากขึ้นอีกปี แต่ยังเต็มไปด้วยพลังหนุ่ม และตอนนี้โปรเจกต์ที่ใช้เวลาหลายปีพร้อมเงินมหาศาลหลังการเข้ามาของทุนกาตาร์ในปี 2011 กำลังเริ่มให้ผลลัพธ์ตามที่เคยฝันไว้

มาร์กินญอส ซึ่งอยู่กับเปแอสเชมาตั้งแต่ปี 2013 เป็นหัวใจเกมรับในมิวนิค เขาช่วยจัดระเบียบแนวรับเพื่อหยุดภัยคุกคามจากเคน, มิชาเอล โอลิเซ่ และหลุยส์ ดิอาซ โดยมี วิลเลียน ปาโช เป็นคู่ข้างที่ไว้ใจได้ ขณะที่ วอร์เรน ซาอีร์-เอเมรี ต้องประคองบทบาทแบ็กขวาจำเป็น มาร์กินญอสกล่าวหลังเกมว่า “คืนนี้เราแสดงให้เห็นว่าเราก็รู้วิธีป้องกัน รู้วิธีสู้แบบบ้าคลั่งเหมือนกัน”

ฝั่งอาร์เซนอล เส้นทางในแชมเปียนส์ลีกเดินหน้าเป็นลำดับตลอดสามฤดูกาลหลัง จากรอบก่อนรองชนะเลิศ สู่รอบรองชนะเลิศ และตอนนี้ถึงรอบชิงชนะเลิศ หากพวกเขาเอาชนะเปแอสเชและเก็บชัยชนะอีกสามนัดในพรีเมียร์ลีกได้ เดือนพฤษภาคมนี้อาจกลายเป็นช่วงเวลายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

มิเกล อาร์เตต้าเคยถูกตั้งคำถามหนัก แต่การยึดมั่นในแนวทางของเขากำลังตอบแทนผลลัพธ์ เธียร์รี อองรี อดีตกัปตันทีมชุดเข้าชิงปี 2006 กล่าวว่า “คุณต้องให้เครดิตผู้ชายคนนี้มาก ๆ เพราะเขาโดนวิจารณ์หนัก ผมเองก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ผมจะพูดตรง ๆ ว่าเป็นอยู่นานมาก”

ความพิเศษของอาร์เซนอลยังอยู่ที่แกนผู้เล่นท้องถิ่นและเด็กปั้น บูกาโย ซาก้า เป็นคนยิงประตูตัดสินเกมกับแอตเลติโก มาดริด ขณะที่ ไมลส์ ลูอิส-สเคลลี ได้รับโอกาสสำคัญในรอบรองชนะเลิศ แม้เพิ่งอายุ 19 ปี เขาจับคู่กับ เดแคลน ไรซ์ คุมพื้นที่กลางสนามและปิดเกมของแอตเลติโกได้อยู่หมัด แสดงให้เห็นว่าอาร์เตต้าไม่ได้กลัวการใช้งานดาวรุ่งอย่างที่ถูกมองเสมอไป

อย่างไรก็ตาม บาเยิร์นยังไม่พอใจกับการตัดสินในรอบรองชนะเลิศ แว็งซ็องต์ กอมปานี ระบุว่า “เราต้องดูบางจังหวะที่ถูกตัดสินโดยผู้ตัดสินตลอดสองเกม ซึ่ง...มันไม่เคยเป็นข้อแก้ตัวของทุกอย่าง แต่มันสำคัญ ถ้าดูทั้งสองนัด อาจมีหลายอย่างเกินไปที่ไม่เป็นใจให้เรา”

เกมชิงที่บูดาเปสต์จึงไม่ใช่แค่ภาพของความแข็งแกร่งแบบอังกฤษเจอกับเกมรุกแบบฝรั่งเศส เพราะทั้งสองทีมต่างต้องการ “การควบคุม” ในแบบของตัวเอง สำหรับอาร์เซนอล นี่ยังมีเงาของนัดชิงปี 2006 กับบาร์เซโลนาตามหลอกหลอน รวมถึงโอกาสแก้แค้นเปแอสเชที่เคยเขี่ยพวกเขาตกรอบรองชนะเลิศเมื่อฤดูกาลก่อน

นัดนี้ยังจะเป็นรอบชิงชนะเลิศครั้งที่สี่ระหว่างสโมสรจากเมืองหลวงของยุโรป ต่อจาก เบนฟิก้า พบ เรอัล มาดริด ปี 1962, เรอัล มาดริด พบ ปาร์ติซาน เบลเกรด ปี 1966 และ อาแจ็กซ์ พบ พานาธิไนกอส ปี 1971 สำหรับเปแอสเช นี่คือโอกาสเป็นทีมแรกนอกเหนือจากเรอัล มาดริดที่คว้าแชมป์ยุโรปสองปีติดนับตั้งแต่มิลานปี 1990 ส่วนอาร์เซนอล นี่คือโอกาสลบแผลเก่าและคว้าเกียรติยศที่รอคอยมานานที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสร.

11

Manchester Evening News รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับตลาดนักเตะ หลังการันตีจบใน 5 อันดับแรกจากชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล เมื่อวันอาทิตย์ และคว้าสิทธิ์กลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคืออนาคตของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีม ซึ่งยังคงได้รับความสนใจจาก กาลาตาซาราย ตามรายงานของ Sky Sport Deutschland อย่างไรก็ตาม สโมสรตุรกีถูกระบุว่ามองโอกาสคว้าตัวครั้งนี้ในแง่ลบมากขึ้น หลังยูไนเต็ดได้ตั๋วไปเล่นถ้วยยุโรปใบใหญ่

กาลาตาซาราย ซึ่งคว้าแชมป์ตุรกี ซูเปอร์ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน ปัจจุบันนำ เฟเนร์บาห์เช่ 4 คะแนน ขณะเหลือโปรแกรมอีก 2 นัด โดยมีรายงานว่าพวกเขาต้องการเสริมทั้งผู้เล่นหมายเลข 10 และกองกลางเชิงรับ แต่ความสนใจในตัว แฟร์นันด์ส ถูกมองว่าเป็นความหวังมากกว่าความเป็นไปได้จริง

สโมสรจากอิสตันบูลไม่ลังเลกับการลงทุนในตลาดช่วงหลัง หลังดึงผู้เล่นอย่าง วิคเตอร์ โอซิมเฮน และ เลรอย ซาเน่ เพื่อเพิ่มขุมกำลังสำหรับเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาเคยสำรวจโอกาสคว้า แฟร์นันด์ส มาก่อน แต่การที่ยูไนเต็ดกลับไปเล่นรายการเดียวกันทำให้ดีลนี้ยากขึ้นอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ยูไนเต็ด ยังมีงานสำคัญนอกสนาม โดยการแต่งตั้งผู้จัดการทีมถาวรอาจเป็นเรื่องที่ต้องจัดการก่อน หลังบอร์ดยังต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้ากับ ไมเคิล คาร์ริค กุนซือชั่วคราวต่อไป หรือมองหาคนที่มีประสบการณ์ระดับลีกสูงสุดมากกว่าเดิ

ในส่วนของ คาเซมิโร่ อนาคตของเขากับยูไนเต็ดถูกมองว่าจะสิ้นสุดลงหลังจบฤดูกาล แม้เจ้าตัวทำผลงานได้ดีในช่วงครึ่งหลังของซีซั่น โดยมีข่าวเชื่อมโยงกับทั้งสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย

อินเตอร์ ไมอามี่ เป็นหนึ่งในทีมที่อยู่ในข่ายสนใจ และรายงานระบุว่า คาเซมิโร่ พร้อมลดค่าเหนื่อยลงอย่างมากเพื่อย้ายไปร่วมทีมดังในฟลอริดา โดยมีเหตุผลทั้งเรื่องครอบครัว และความต้องการเล่นร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ หลังเคยดวลกันมายาวนานในฐานะคู่แข่งจากศึกเอล กลาซิโก้

อินเตอร์ ไมอามี่ กำลังมองหามิดฟิลด์ตัวรับคนใหม่หลัง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ เลิกเล่น ขณะที่ แอลเอ กาแล็กซี่ ก็ถูกพูดถึงในฐานะอีกหนึ่งทีมที่อาจสนใจเช่นกัน ทำให้ซัมเมอร์นี้ของยูไนเต็ดมีทั้งภารกิจรั้งแกนหลัก และการปล่อยแข้งค่าเหนื่อยสูงออกจากทีมควบคู่กันไป.

12

อาร์เซนอลกำลังอยู่ในช่วงสำคัญที่สุดของฤดูกาล หลังผ่านแอตเลติโก มาดริดด้วยสกอร์รวม 2-1 พร้อมคว้าตั๋วเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ขณะเดียวกัน ผลเสมอ 3-3 ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมเยือนเอฟเวอร์ตัน ทำให้เส้นทางลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกของทีม “ปืนใหญ่” อยู่ในมือของพวกเขาเอง ตามรายงานของ GiveMeSport

Opta's Supercomputer ประเมินโอกาสคว้าแชมป์ของอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ โดยระบุว่าความเป็นไปได้ที่จะจบซีซันแบบไร้โทรฟี่มีเพียง 6.7% แม้จะเป็นฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ฟุตบอลก็ยังมีพื้นที่ให้ความเจ็บปวดเสมอ หากพวกเขาพลาดแชมป์ลีกในช่วงโค้งสุดท้าย และไปแพ้ในนัดชิงที่บูดาเปสต์ ฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความหวังก็อาจจบลงอย่างโหดร้าย

ตัวเลขที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดคือ อาร์เซนอลคว้าได้ “หนึ่งแชมป์” ที่ 46.8% ซึ่งเฉือนความเป็นไปได้ในการคว้าดับเบิลแชมป์เพียงเล็กน้อย ในทางปฏิบัติ นั่นอาจหมายถึงการได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่พลาดถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีกให้กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถึงอย่างนั้น การคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบกว่า 2 ทศวรรษก็ยังถือเป็นฤดูกาลประวัติศาสตร์สำหรับแฟนบอลอาร์เซนอล

อย่างไรก็ตาม โอกาสคว้าดับเบิลแชมป์ก็สูงมากเช่นกันที่ 46.5% แทบไม่ต่างจากการโยนเหรียญ หากทำสำเร็จ นี่จะเป็นดับเบิลแชมป์ครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ปี 2002 และอาร์เซนอลจะกลายเป็นหนึ่งในเพียง 6 สโมสรอังกฤษที่เคยคว้าทั้งพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลเดียวกัน

สำหรับถ้วยยุโรป ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ให้โอกาสอาร์เซนอลคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ 54.6% แต่ภารกิจไม่ง่าย เพราะคู่แข่งคือปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์เก่า ที่ผ่านบาเยิร์น มิวนิคมาได้ด้วยสกอร์รวม 6-5 ในรอบรองชนะเลิศ ทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ ยิงไปแล้ว 44 ประตูในรายการนี้ ซึ่งตามหลังสถิติสูงสุดตลอดกาลเพียงประตูเดียว

ส่วนพรีเมียร์ลีก อาร์เซนอลถูกประเมินว่ามีโอกาสคว้าแชมป์สูงถึง 85.2% หลังนำเป็นจ่าฝูงด้วยระยะห่าง 5 คะแนน และเหลือโปรแกรมพบเวสต์แฮม, เบิร์นลีย์ และคริสตัล พาเลซ หากชนะทั้งหมด โทรฟี่จะกลับไปยังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมแน่นอน

ตัวเลขทั้งหมดบอกว่าอาร์เซนอลใกล้ความยิ่งใหญ่กว่าที่เคย แต่จากนี้ไป ทุกเกมคือบทพิสูจน์ว่าทีมของมิเกล อาร์เตต้า จะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ได้หรือไม่.

13

เมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน ยืนยันว่าทีมชาติอิหร่านมอง “ฟีฟ่า” เป็นเจ้าภาพของฟุตบอลโลก ไม่ใช่ โดนัลด์ ทรัมป์ หรือสหรัฐอเมริกา พร้อมเรียกร้องให้มีหลักประกันเรื่องการปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่อิหร่านก่อนเดินทางไปแข่งขัน ตามรายงานจาก BBC Sport

สถานการณ์การเข้าร่วมฟุตบอลโลกของอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยก่อนหน้านี้ ทาจเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนอิหร่านที่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมฟีฟ่า คองเกรส ที่แวนคูเวอร์ แต่ตัดสินใจเดินทางกลับจากด่านพรมแดนแคนาดา หลังมองว่าถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติ

ทาจระบุว่าการกลับประเทศเป็นการตัดสินใจของฝ่ายอิหร่านเอง อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดายืนยันต่อรัฐสภาว่า วีซ่าของประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านถูกยกเลิกระหว่างที่เขาอยู่บนเครื่องบิน เนื่องจากความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ซึ่งถูกขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายทั้งในแคนาดาและสหรัฐฯ

ทาจ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงใน IRGC ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐอิหร่านว่า เขาจะขอหลักประกันจากฟีฟ่าเกี่ยวกับการดูแลเจ้าหน้าที่อิหร่านในฟุตบอลโลก โดยกล่าวว่า “เราต้องการหลักประกันสำหรับการเดินทางของเรา ว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์ดูหมิ่นสัญลักษณ์ของระบบเรา โดยเฉพาะ IRGC”

เขากล่าวต่อว่า “นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง หากมีหลักประกันเช่นนั้น และมีการรับผิดชอบอย่างชัดเจน เหตุการณ์แบบที่เกิดขึ้นในแคนาดาก็จะไม่เกิดขึ้นอีก”

ฟุตบอลโลกจะจัดร่วมกันโดยสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม โดยอิหร่านมีโปรแกรมลงเล่นรอบแบ่งกลุ่มทั้งหมดในสหรัฐฯ เริ่มจากพบ นิวซีแลนด์ ที่ลอสแอนเจลิส วันที่ 15 มิถุนายน ต่อด้วยพบ เบลเยียม ที่ลอสแอนเจลิส วันที่ 21 มิถุนายน และพบ อียิปต์ ที่ซีแอตเทิล วันที่ 26 มิถุนายน

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า บุคคลใดที่มีความเกี่ยวข้องกับ IRGC จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ ขณะที่ทาจตอบโต้ว่า “เรากำลังไปฟุตบอลโลก ซึ่งเราได้สิทธิ์ผ่านการคัดเลือก และเจ้าภาพของเราคือฟีฟ่า ไม่ใช่คุณทรัมป์ หรืออเมริกา”

“หากพวกเขายอมรับการเป็นเจ้าภาพให้เรา พวกเขาก็ต้องยอมรับด้วยว่าต้องไม่ดูหมิ่นสถาบันทางทหารของเราในทางใดทางหนึ่ง เพราะถ้าพวกเขาทำ แน่นอนว่ามันอาจสร้างสถานการณ์แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในแคนาดา ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เราอาจต้องเดินทางกลับ ดังนั้นต้องมีหลักประกันแบบนี้ เพื่อให้เราเดินทางไปได้อย่างสบายใจ” ทาจกล่าว

ฟีฟ่าได้ส่งจดหมายแสดงความเสียใจต่อ “ความไม่สะดวกและความผิดหวัง” ที่เกิดขึ้น พร้อมเชิญสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านไปประชุมที่ซูริกในวันที่ 20 พฤษภาคม เพื่อหารือเรื่องการเตรียมทีมสำหรับฟุตบอลโลก

อิหร่านเป็นสมาชิกฟีฟ่าเพียงชาติเดียวจากทั้งหมด 211 ชาติที่ไม่มีตัวแทนเข้าร่วมประชุมฟีฟ่า คองเกรส ที่แวนคูเวอร์ ขณะที่ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ยืนยันว่าอิหร่านจะเดินทางไปสหรัฐฯ และลงแข่งขันตามโปรแกรม แม้ก่อนหน้านี้อิหร่านเคยขอให้ย้ายเกมของพวกเขาไปเตะที่เม็กซิโกก็ตาม

14

Football365 วิเคราะห์ว่า วิคเตอร์ โยเคเรส คือหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของนักเตะค่าตัวสูงที่ฤดูกาลนี้ไม่ได้ล้มเหลว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยมแบบไร้ข้อกังขา หลังย้ายมาอาร์เซน่อลพร้อมความคาดหวังว่าจะเป็น “ชิ้นส่วนสุดท้าย” ที่พาทีมก้าวข้ามสถานะรองแชมป์

แม้หัวหอกทีมชาติสวีเดนยิงไปแล้ว 21 ประตูในฤดูกาลแรกที่อังกฤษ ซึ่งเป็นสถิติยิงดีที่สุดของนักเตะอาร์เซน่อลในหนึ่งฤดูกาลเต็มภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า แต่ภาพรวมของเขายังถูกมองแบบสองด้าน ทั้งช่วงที่โดนวิจารณ์ว่าเป็นกองหน้าที่เล่นดีเฉพาะกับทีมรอง หลังประตูแรกๆ ในพรีเมียร์ลีกมาจากเกมพบ ลีดส์ ยูไนเต็ด, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และเบิร์นลีย์ รวมถึงข้อครหาว่าตัวเลขของเขาถูกดันขึ้นจากจุดโทษ

อย่างไรก็ตาม ฟอร์มในช่วงท้ายฤดูกาล โดยเฉพาะเกมแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง กับแอตเลติโก มาดริด และเกมกับฟูแล่ม ทำให้เสียงวิจารณ์เริ่มเปลี่ยนทิศทาง หลังอาร์เตต้าเคยระบุไว้ตั้งแต่เดือนเมษายนว่า การประเมินผลงานของโยเคเรส “จะถูกกำหนดในช่วงเจ็ดหรือแปดสัปดาห์สุดท้าย”

แก่นของประเด็นคือ โยเคเรสไม่ได้แย่อย่างที่ฝ่ายวิจารณ์เคยตัดสิน และก็ยังไม่ได้ยอดเยี่ยมถึงขั้นที่กระแสยกย่องระยะหลังพยายามชี้ เขาอยู่ตรงกลางแบบไม่หวือหวา แต่ความ “พอดี” นั้นอาจเป็นสิ่งที่อาร์เซน่อลต้องการเพื่อขยับเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น

ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ถูกยกมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แม้แนวคิดที่ว่าสโมสรอาจมองหาตัวแทนของเขาแล้วจะถูกมองว่าเกินจริง แต่ฤดูกาลแรกของแนวรุกทีมชาติแคเมอรูนก็ยังไม่เด่นเท่าที่ช่วงออกสตาร์ตเคยทำให้คาดหวังไว้ เขาไม่ยิงมา 10 นัดติดต่อกัน และ 8 นัดหลังสุดในช่วงนั้นก็ไม่มีแอสซิสต์ด้วย

ตัวเลข 9 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ถือว่าไม่เลว แต่ยังไม่เหนือกว่าผลงานของเขาตอนอยู่เบรนท์ฟอร์ดในฤดูกาล 2022/23 ที่ทำ 9 ประตูกับ 8 แอสซิสต์ หรือฤดูกาล 2023/24 ที่ทำ 9 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ ขณะที่ฤดูกาลก่อนเขาเคยกดไปถึง 20 ประตูกับ 8 แอสซิสต์

ส่วน มิลอส เคอร์เคซ ถูกมองว่าเป็นดีลที่ไม่น่าเสี่ยงที่สุดในตลาดซัมเมอร์ครั้งใหญ่ของลิเวอร์พูล เพราะย้ายมาเร็ว มีประสบการณ์พรีเมียร์ลีกกับบอร์นมัธสองฤดูกาล และมีเส้นทางชัดเจนในการแย่งตำแหน่งจาก แอนดี้ โรเบิร์ตสัน แต่เจ้าตัวกลับเจอกับช่วงปรับตัวที่หนักหนาในฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลเองก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

เจมี่ คาร์ราเกอร์ เคยเปรียบเทียบแบบเจ็บแสบว่า “บางครั้งเวลาคุณดูเคอร์เคซ มันเหมือนมี ดาร์วิน นูนเญซ เล่นแบ็กซ้าย” ขณะที่ แกรี่ เนวิลล์ มองเกมรับของเขาว่า “ไร้เดียงสา” เหมือน “นักเตะทีมเยาวชน” และแม้จะเริ่มมีจังหวะช่วยเก็บงานให้ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ จากม้านั่งสำรอง แต่ภาพรวมก็ยังสะท้อนว่าเขายังต้องเรียนรู้อีกมาก

ในฝั่งเอฟเวอร์ตัน กองหน้าดาวรุ่งที่ถูกพูดถึงทำไป 8 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่พอรับได้สำหรับนักเตะที่ถูกเซ็นเข้ามาพร้อมความคาดหวังด้านศักยภาพ โดยการเหมาสองประตูใส่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกิดขึ้นหลังจากไม่ยิงมา 7 นัด และประตูแรกของฤดูกาลก็มาถึงในเดือนธันวาคม

เดวิด มอยส์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เราลองเสี่ยงกับกองหน้าหนุ่มที่กำลังขึ้นมา เราพยายามดึงเขาเข้ามาเร็วและตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อดูว่าเขาเป็นอย่างไร เขาไม่ได้แย่ ผมคิดจริงๆ ว่าเขากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก มันไม่ง่ายนัก” พร้อมชี้ว่า “แฟนบอลฟุตบอลในยุคนี้ไม่ค่อยมีความอดทนกับหลายสิ่ง” และ “มีความคาดหวังมากขึ้นว่าเราต้องการทุกอย่างเดี๋ยวนี้ อยากให้มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

อีกรายคือ อูอัตตารา ซึ่งเบรนท์ฟอร์ดจ่ายค่าตัวเบื้องต้น 37 ล้านปอนด์ พร้อมโบนัสอีก 5 ล้านปอนด์ ในดีลสถิติสโมสร แม้เขาทำผลงานได้ดีระดับหนึ่งกับ “เดอะ บีส์” แต่ตัวเลข 5 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ยังเหลือพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อทีมยังเกี่ยวข้องกับการลุ้นพื้นที่ยุโรป และดีลนี้อาจมีผลต่อโบนัสที่บอร์นมัธจะได้รับในอนาคต

ภาพรวมของนักเตะเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องของคำว่า “ล้มเหลว” หรือ “สุดยอด” แบบขาวดำ แต่เป็นฤดูกาลที่อยู่ตรงกลางอย่างแท้จริง ผลงานมีดี มีแผ่ว และยังต้องรอเวลาเป็นตัวตัดสินว่าค่าตัวก้อนโตเหล่านั้นจะคุ้มค่าจริงหรือไม่.

15

กระแสหลังเกมที่อาร์เซน่อลเปิดบ้านชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อ เวย์น รูนีย์ มองว่าการฉลองของทีม “ปืนใหญ่” มากเกินไป ขณะที่ Football365 ชี้ว่าครั้งนี้เสียงตอบโต้กลับพุ่งไปยังฝ่ายที่พยายามจับผิดการฉลองมากกว่าตัวนักเตะอาร์เซน่อลเอง

รูนีย์ให้ความเห็นผ่าน Prime หลังเกมว่า “พวกเขาสมควรอยู่ในจุดนี้ แต่พวกเขายังไม่ได้แชมป์ ผมคิดว่าการฉลองมันมากไปหน่อย ฉลองตอนที่คว้าแชมป์สิ!”

ความเห็นดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการ “จับผิดการฉลอง” อีกครั้ง ทั้งที่อาร์เซน่อลเพิ่งผ่านเกมใหญ่ในยุโรปและคว้าชัยเหนือคู่แข่งระดับสูงเพื่อทะลุถึงนัดชิงชนะเลิศรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรยุโรป

อีกด้านหนึ่ง เอียน ไรท์ ตำนานอาร์เซน่อล ออกมาหนุนให้ทุกฝ่ายสนุกกับช่วงเวลาสำคัญนี้ โดยกล่าวในวิดีโอบนโซเชียลมีเดียว่า “ตำรวจจับผิดการฉลองจะออกมาเต็มไปหมด อย่าโดนจับล่ะ! สนุกกันให้เต็มที่ ฟุตบอลคือเรื่องของโมเมนต์ และนี่คือโมเมนต์ใหญ่ จงสนุกกับมัน”

ประเด็นนี้ทำให้บรรยากาศการรายงานข่าวเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ จากเดิมที่มักมีการวิจารณ์ทีมที่ฉลอง “มากเกินไป” กลายเป็นการตั้งคำถามกลับไปยังคนที่พยายามลดทอนความสุขของทีมและแฟนบอล

สำหรับอาร์เซน่อล การผ่านเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกคือค่ำคืนสำคัญที่พวกเขามีสิทธิ์ฉลองเต็มที่ เพราะในโลกฟุตบอล ชัยชนะและช่วงเวลาแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้เกมยังคงมีชีวิตชีวา.

หน้า: [1] 2 3 ... 837